Friday, April 30, 2010

กลยุทธ์และเคล็ดลับในการทำธุกิจให้ประสบความสำเร็จ



กลยุทธ์และเคล็ดลับในการทำธุกิจให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อหลายเดือนที่แล้วได้มีโอกาศไปนั่งกินกาแฟที่ร้าน Amazon แถวถนนเสรีไทยได้อ่าน บทความ "กลยุทธ์และเคล็ดลับในการทำธุกิจให้ประสบความสำเร็จ" จาก วารสารแพรว ซึ่งรวบรวมจากประสบการณ์ของผู้ที่ได้รับความสำเร็จในธุรกิทั้งไทยและเทศ ก็เลยนำมาแบ่งปันกันครับ ขออภัยที่จำว่าเป็นปักษ์ไหนแพรวไม่ได้ สำหรับใครที่จะไปหาอ่านต่อในรายละเอียด แต่ที่นำมาฝากก็น่าจะเป็นข้อคิดที่เอาไปใช้ต่อได้ครับ

มั่นใจตัวเอง: Bill Gates บอกว่าเค้ากล้าที่จะต่อรองกับบริษัทใหญ่ตั้งแต่ยังเด็ก
ประหยัด: ควักเงินซื้อสิ่งที่ไม่ต้องการ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยง (วอเรนท์ บัฟเฟต), ติดดิน, หมั่นตรวสอบค่าใช้จ่าย
Work hard: ต้องผ่านความยากลำบาก ใครไม่เคยถูกตีถูกทุบ เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้คิดทำ การใหญ่ (พระราชดำรัส)
อย่าหยุดหาความรู้: มองไปที่ศตวรรษข้างหน้า (Bill Gates),
ดูเศรษฐกิจการเมือง (ลีกาชิง)
ทำงานมากกว่าพูด: ปฏิบัติมากกว่าคิด คิดแล้วไม่ปฏิบัติก็เหมือนกับฝันลมๆแล้งๆ (เฉลียว อยู่วิทยา)
มองคนให้ออก: แสวงหาพันธมิตร (เจริญ สิริวัฒนา) หรืออาจจะเป็น put the right man to right job
อย่าคิดถึงแต่ความสำเร็จอย่างเดียว: โลกมี 2 ด้าน หวาน ขม ทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จ จะดีใจวันเดียว แล้วเดินหน้าต่อ ยิ่งรับงานใหญ่ ภาระยิ่งมาก (ธนินทร์ เจียรวนนท์)
สร้างคนรองรับการเติบโต: ถ้าคูณสามารถที่จะสร้างคนเก่งได้ คุณคือคนที่เก่งที่สุด คนเก่งต้องมีเวที มีอำนาจ คนเก่งต้องการการยอมรับ มีเกียรติ เงินเป็นผลตอบแทน แต่ยังรองอำนาจ เกียรติ (ธนินทร์ เจียรวนนท์)
รักษาคู่แข่ง: แข่งขันกันภายใต้กลไกลทางธุรกิจ ไม่แข่งกันจนตาย (ธนินทร์ เจียรวนนท์)
ซื่อสัตย์: ถ้าลูกค้าอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน คิดถึงคนอื่นให้มากๆ (ธนินทร์ เจียรวนนท์)
กล้าตัดสินใจ: ขาดความมั่นใจ ตัดสินใจช้ากลัวพลาด โดยเฉพาะช่วงวิกฤต (พรทิพย๋ ณรงค์เดช)
อย่าตื่นตามกระแส: คนไทยชอบทำตามกัน เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ ก็ทำตาม Me too strategy ต้องทำการบ้านเยอะๆ (พรทิพย๋ ณรงค์เดช)
อย่าเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ทำธุรกิจเพราะได้ยินว่าดี ธุรกิจไม่ใช่เกมส์ที่สนุกสนาน ส่งผลต่อใครหลายชีวิต (วิชัย ศรีอักษร)
ขยันฝัน: แม้เศรษฐกิจจะซบ แต่ความฝันจองคนทำธุรกิจห้ามซบตาม นั่นหมายถึงเราหมดแรงบันดาลใขในการทำธุรกิจ (สุทธิเกียรติ )
ดัดแปลงแต่ไม่ลอกเลียน: (สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์)
รู้เขารู้เรารบร้องครั้งชนะร้อยครั้ง: รู้จักภาพรวม รู้สภาพแวดล้อม (วิชัย ศรีอักษร)
ทำในสิ่งที่รักและถนัด: เพราะจะทำให้คุณทำได้ดี (วิชัย ศรีอักษร) โฟกัส ในสิ่งที่เราถนัดและรู้สึกว่าทำได้ดี เสี่ยงมากอาจจะได้ผลตอบแทนสูง แต่อาจจะไม่ยั่งยืน
เครติตกินไม่หมด: รักษาคำมั่นสัญญา จริงใจ ให้กับ ลูกค้า ซัพพลายเออร์ (วิชัย ศรีอักษร)
ต้องมุ่งมั่น ไม่มีอะไรทำไม่ได้: มองให้ทะลุก่อนว่าเราต้องประสบความสำเร็จให้ได้ พยายามหาวิธี อย่าอยู่เฉย ถ้าไม่พยายามค้นคว้าหาวิธีพลิกวิกฤตเป็นโอกาส คุณก็จะตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตตลอดไป (ศุภลักษณ์ อัมพุช)


แถมให้อีกนิดนึงน่ะครับ

เมื่อไรที่คุณเห็นความกลัว พุ่งชนเข้าไปเลย แต่ถ้าคุณไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า คุณก็ควรที่จะหวาดกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าคุณเตรียมตัวสำหรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว หรือคุณกำลังจะได้ทำงานที่พระเจ้าประทานให้ในดินแดนแห่งภาพยนต์ มันจะผ่านไปได้ด้วยดี
Robert Downey JR.
OK Issue 112


เสือขาว

Sunday, January 3, 2010

จับจ้องมองเทรนด์ "โซเชียล เว็บ" ปี53

จับจ้องมองเทรนด์ "โซเชียล เว็บ" ปี53โดย : เอกรัตน์ สาธุธรรม
ที่มา www.bangkokbiznews.com (วันที่ 1 มกราคม 2553)





การขยายตัวของโซเชียล เน็คเวิร์คในไทย กลายเป็น "ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์" แห่งปี 2552 ด้วยผู้ใช้บริการโดยเฉพาะ 2 เว็บหลัก ทั้งทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค เพิ่มขึ้นต่อเดือนเป็น 100% ทั้งยังเป็น "เทรนด์" ของการทำตลาดรูปแบบใหม่ ที่สินค้า และบริการ ต่างปรับแนวคิดใช้ช่องทางเครือข่ายสังคม ขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ


ปี 2553 คาดว่า จะเป็น "ปีทอง" แห่งพัฒนาการ การใช้โซเชียล เน็ตเวิร์คของคนไทย ทั้งในเชิงสังคม และธุรกิจ

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการบริษัทตลาดดอทคอม และกูรูด้านโซเชียล เน็ตเวิร์ค กล่าวว่า สาเหตุที่มีคนใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์คเพิ่มขึ้นตลอดเวลาในรอบปีที่ผ่านมาว่า เพราะเครือข่ายดังกล่าวมีความสัมพันธ์ (Relation) ระหว่างบุคคลที่มาจากเครือข่ายของเพื่อน ของคนรู้จัก มากมาย

"เราสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่เรารู้จักมากๆ ได้ทันที แม้ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่บางทีมันก็เป็นข้อเสียเช่นกัน เพราะอาจทำให้คนบางคน เริ่มหลุด หรือใช้เวลาน้อยลงจากสังคมจริงๆ หันไปใช้เวลากับโซเชียล เน็ตเวิร์ค มากขึ้นและยิ่งเดียวนี้ช่องทางการเข้าถึง ทำได้ง่ายมากขึ้นด้วย เช่น บนมือถือ คอมพิวเตอร์ และอนาคตก็เริ่มจะผนวกเข้าไปในไลฟ์สไตล์ของคนมากขึ้น ถึงวันนั้น ทั้งชีวิตของคนเราจะเริ่มเชื่อมเข้าสู่โซเชียล เน็ตเวิร์คจนบางทีแทบแยกไม่ออกเลยทีเดียว"

เขาบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายโซเชียล เน็ตเวิร์คเติบโตได้อย่างรวดเร็ว คือ ความสามารถในการเชื่อมโยงเข้ากับระบบอื่นได้ โดยมีการเปิด "ช่องทางการเชื่อมต่อ หรือ API" ขึ้นมาทำให้นักพัฒนาทั่วโลกต่างพัฒนาเว็บไซต์หรือระบบของตัวเอง เชื่อมกับโซเชียล เน็ตเวิร์คต่างๆ เช่น ผู้ผลิตเกมฟาร์ม วิลล์ พัฒนาเกมบนเฟซบุ๊คขึ้นมาหรือ มีคนพัฒนาระบบทำให้ทวิตเตอร์ เชื่อมโยงกับเฟซบุ๊คได้ เป็นต้น

ขณะที่ความแตกต่างระหว่างโซเชียล เน็ตเวิร์ค ไม่ว่าจะเป็น ไฮไฟว์, เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ นั้น เขาระบุว่า ทวิตเตอร์ใช้ในการสื่อสาร (Communication) เป็นหลัก แต่ขณะที่เฟซบุ๊ค และไฮไฟว์ เริ่มเปลี่ยนตัวเองเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถมีแอพพลิเคชั่น หรือบริการอื่นๆ ให้บริการบนตัวเองได้

มองอนาคตเครือข่ายสังคม
นายภาวุธ ยังวิเคราะห์ถึงเทรนด์โซเชียล เว็บ ด้วยว่า เครือข่าย หรือเน็ตเวิร์คจะกว้าง เข้าถึงกลุ่มคนได้มาก รองรับคนทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น เช่น ฟังก์ชันการแปลภาษาอัตโนมัติ จะทำให้เกิดการสื่อสารข้ามเชื้อชาติได้ง่าย นั่นหมายความว่า ณ วันนั้นจะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "Cross Culture Social Network"

"ช่องทางการเข้าถึงจะมีเพิ่ม และง่ายขึ้น จะเริ่มผสานเข้ากับชีวิตคนเราได้มากขึ้น เช่น ผมขับรถปุ๊บ รถก็จะส่งข้อความไปยังโซเชียล เน็ตเวิร์คได้ทันที พร้อมบอกตำแหน่งของผมผ่านจีพีเอสลงในแผนที่ของ กูเกิล แมพ อย่างเรียลไทม์"

นายภาวุธ บอกว่า ต่อไปโซเชียล เว็บจะมีความเป็น ออโตเมติกมากขึ้น ในเรื่องของการส่งข้อมูล หรือการเข้าถึง ต่อไป ผู้ใช้งานอาจไม่จำเป็นต้องเข้ามาพิมพ์หรือ กดอะไรเพื่อส่งข้อมูลเข้าโซเชียล เน็ตเวิร์ค เพราะอุปกรณ์ต่างๆ หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา อาจจะสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวเราเอง และดึงข้อมูลจากเราเข้าสู่โซเชียล เน็ตเวิร์ค ได้โดยอัตโนมัติ

เขาระบุว่า เว็บพวกนี้จะฉลาดมากขึ้น จนเริ่มเข้าใจ และวิเคราะห์ พฤติกรรมคนในโซเชียล เว็บได้ดีมากขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึง และเข้าใจถึงพฤติกรรมของแต่ละคนได้ และจะเกิด "กลุ่ม" ใหม่ที่ "ลึก" และ "เฉพาะ" ซึ่งจะเกิดจากความก้าวหน้าของวิทยาการด้านเทคโนโลยี และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมคิดว่า คลาวด์ คอมพิวติ้ง + อินเทอร์เน็ต + โซเชียล เน็ตเวิร์ค จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน จะเริ่มเห็น โซเชียล เน็ตเวิร์ค เฉพาะที่จะเข้าถึงคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น กลายเป็น "Social on Social" หรือ "สังคม ใน สังคม" สังคมเล็กๆ จะซ้อนทับในสังคมใหญ่ๆ อีกที

แนะเทคนิคต้องขายทางอ้อม
นายภาวุธ ยังได้เล่าเทคนิคของการนำโซเชียล เน็ตเวิร์ค มาใช้กับการตลาด และธุรกิจกิจในยุคนี้ด้วยว่า ควรคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะสามารถเข้าถึงได้เป็นหลัก ซึ่งกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน อายุระหว่าง 25-40 ปี จะเข้าถึงช่องทางนี้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ไม่ควรสื่อสารจากแบรนด์สินค้า หรือบริการตรงๆ เพราะคนจะไม่ค่อยติดตาม และให้ความสนใจกับสิ่งที่เจ้าของสินค้า หรือแบรนด์พูดมากเท่าไร

"ควรใช้การกระตุ้น หรือมีกลยุทธ์ที่ให้คนที่มีอิทธิพล (Influencer) พูดถึงสินค้า หรือแบรนด์ของคุณแทน เพราะจะทำให้คนทั่วไปสนใจ และพูดถึงสินค้าหรือแบรนด์ของคุณตามไปด้วย มีตัวเลขที่น่าสนใจ ระบุว่า 86% ของคนทั่วไปมักไม่เชื่อสิ่งที่สินค้าพูดถึงตัวเอง แต่ 78% ของคนทั่วไปมักเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์ตัวเองมากกว่า"

อย่างไรก็ตาม เขายังระบุด้วยว่า การขาย หรือสื่อสารข้อมูลสินค้าตรงๆ ผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค ผ่านทางแบรนด์สินค้านั้น ดูจะเป็นทางที่เพิ่มยอดขายได้น้อยกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจมากว่าก็คือ การขายแบบอ้อมๆ (in-direct) ที่จะให้คนอื่นพูดถึง และบอกต่อกันไปผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค

ทั้งนี้ เขาเห็นว่า โซเชียล เน็ตเวิร์คจะใช้ในการสื่อสาร ส่งข้อความมากกว่าที่จะใช้สร้างยอดขาย หรือปิดการขาย แต่การปิดการขาย หรือการขายของได้ยังคงต้องอาศัยเว็บไซต์ เป็นเครื่องมือในการปิดการขายอีกตัว โดยลักษณะจะเป็นการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

"ดังนั้นนักการตลาดที่ดีต้องเข้าใจ และสามารถวางกลยุทธ์ ผสมผสานโซเชียล เน็ตเวิร์ค เข้ากับอีคอมเมิร์ซให้ได้อย่างกลมกลืนที่สุด เมื่อนั้นโซเชียล เน็ตเวิร์คจะสามารถสร้างยอดขายให้กับ สินค้าหรือแบรนด์ได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว"

รุกคืบเข้าวงการแพทย์
นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทโอเพ่นซอร์สเทคโนโลยี กล่าวว่า ความแพร่หลายของ "โซเชียล เว็บ" ยังเข้าไปเปลี่ยนวิธีคิดในวงการแพทย์ โดยปัจจุบันแพทย์ในสหรัฐอเมริกาถือเป็น "ผู้นำ" ด้านการใช้ช่องทางโซเชียล เว็บพูดคุยกับคนไข้ รวมไปถึงการพัฒนาเว็บที่สามารถสื่อสารได้สองทาง

มีหมอจากโรงพยาบาลหลายรายใช้วิธีคุยผ่าน "ทวิตเตอร์" กับผู้ป่วย หรือหาแนวทางในการรักษาร่วมกันระหว่างผู้ป่วย และผู้รักษา รวมไปถึงการเขียนโน้ตสั้นๆ เกี่ยวกับความรู้จากการประชุมเชิงวิชาการ หรือวิธีการป้องกันโรคต่างๆ เผยแพร่ผ่านตัวอักษรแค่ไม่เกิน 140 ตัว

"ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา รวมไปถึงประเทศแถบยุโรป สแกนดิเนเวีย ผมเห็นชัดเจนว่า หมอใช้ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค พูดคุยกับคนไข้เยอะมาก ขณะที่ในไทยเริ่มมีให้เห็น แต่ไม่มากนัก ในต่างประเทศนิยมนำงานวิจัยด้านการแพทย์ที่เป็นประโยชน์กับคนอ่านขึ้นบนทวิตเตอร์กันมาก แค่เขียนข้อความสั้นๆ แล้วใส่ลิงค์ที่ต้องการอ่านเพิ่มเติมลงไป ขณะเดียวกันก็ ในต่างประเทศมักจะใช้ทั้งทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค สร้างกลุ่ม หรือจับกลุ่มคอมมูนิตี้ในหมู่ผู้ป่วยที่เป็นโรคลักษณะเดียวกัน พูดคุย แลกเปลี่ยน ให้กำลังใจ มีหมอที่ชำนาญการณ์ในโรคนั้นๆ เข้ามาตอบคำถาม และแนะนำ"

ทั้งมีสถิติที่น่าสนใจพบว่า 61% ของผู้ป่วยวัยรุ่นชาวอเมริกัน มักจะดูข้อมูลการรักษาพยาบาลผ่านทางเว็บไซต์ ขณะที่ 59% ของผู้ป่วยวัยรุ่นจะค้นหาข้อมูลโรคภัยไข้เจ็บ หรือวิธีการรักษาสุขภาพผ่านทางเว็บ 2.0 บล็อก หรือโซเชียล เว็บทั้งหลาย ซึ่งจะรีวิวการรักษาพยาบาล การปฏิบัติตัวจากผู้ป่วยในโรคนั้นๆ ทั้งรูปแบบข้อความ รวมถึงวีดิโอภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารยอดนิยมของผู้ป่วยวัยรุ่นชาวอเมริกันเลยทีเดียว

ทั่วโลกโซเชียล เว็บบูมสุดๆ
ด้านนายวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง นักคิดด้านนิวมีเดีย และผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ด้านการตลาด www.mkttwit.com กล่าวว่า ปัจจุบันเฟซบุ๊ค มีสมาชิกอยู่ทั่วโลกกว่า 350 ล้านคน ซึ่ง 70% เป็นผู้ใช้นอกสหรัฐ และหากมองเฟซบุ๊คเป็นประเทศ ก็เป็นประเทศที่มีประชากร อันดับ 3 ของโลก รองจาก จีน และอินเดีย และมากกว่าสหรัฐที่อยู่อันดับ 4 อยู่ประมาณ 50 ล้านคน ส่วนทวิตเตอร์มีคนใช้ทั่วโลกมากกว่า 30-40 ล้านคน

ความแรงของโซเชียล เว็บ ยังมาถูกจังหวะกับการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นของมือถือ และสมาร์ทโฟน ด้วยต่างเป็นตัวเร่งกระแสให้มีคนใช้โซเชียล เว็บเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะสามารถใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

มีรายงานระบุว่า ทั่วโลกมีผู้ใช้เฟซบุ๊คด้วยมือถือ ประมาณ 65 ล้านคนทั่วโลก (เท่ากับประชากรไทยทั้งประเทศ) มีหน้า Fan Page ที่สร้างโดยองค์กรธุรกิจ กว่า 700,000 เพจ มีสมาชิก Fan Page โดยรวม 5.3 พันล้านคน มีรูปภาพกว่า 2,500 ล้านรูปที่ถูกอัพโหลดขึ้นเฟซบุ๊คในแต่ละเดือน ขณะที่ผู้ใช้แต่ละคนใช้เวลาเฉลี่ยบนเฟซบุ๊คประมาณ 55 นาที

ทั้งนี้ มีผู้ประเมินว่า บนเฟซบุ๊ค โดยเฉพาะในส่วนของเกมต่างๆ เช่น ฟาร์มวิลล์, มาเฟีย วอร์, คาเฟ่ เวิลด์ ฯลฯ มีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ มีคนเล่นทั่วโลกมากกว่า 55 ล้านคนต่อวัน

"ในไทยตอนนี้ มีสินค้า และบริการ เข้ามาใช้ช่องทาง โซเชียล เว็บ ทั้งทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊คมากกว่า 100 แบรนด์สินค้า และคาดว่าปี 2553 แนวโน้มที่แบรนด์สินค้าต่างๆ จะหันมาใช้ช่องทางนี้โปรโมท รวมถึงทำตลาด เพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างก้าวกระโดด" นายวรวิสุทธิ์ กล่าว

Monday, October 12, 2009

การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ (Constructive conflict management)

ผมมีโอกาสได้ไปเข้าฟังสัมมนา หัวข้อการสัมมนา เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์" HROD TALK (Theory-Application Linking Knowledge) ซึ่งมีการจัดกันทุกเดือน ที่คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่นิด้า ผมลองเล่าให้ฟังในมุมของผมน่ะครับ


Moderator: ดร. วาสิตา บุญสา
Guess speaker: Mr. Sigve Brekke


วิทยากรเริ่มด้วยให้เราลองคิดว่า เวลาที่เราพูดถึง conflict เรามองในแง่ลบหรือบวก (ลองคิดตามดูน่ะครับว่าเราเห็นมันเป็น ลบหรือบวกมากกว่ากัน) วิทยากรมีการโชว์วิดีโอ ของการทำวิจัยในเรื่องของ group thinking ซึ่งคือการแสดงการคล้อยตามความคิดหรือ solution ของกลุ่ม ถึงแม้ว่ามันจะไม่ถูกต้องแต่เพื่อให้เกิดความสบายใจในการที่จะอยู่ร่วมกัน อาจจะคล้ายกับสุภาษิตไทยที่ว่า " เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม " (อันนี้เสริมโดยผมครับ โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน และคิดตาม)


ในเรื่องของ Group thinking Mr.Sigve บอกว่าถ้าแกถามความของคนในที่ประชุมแล้วปรากฏว่าทุกคน เห็นด้วย 100% แกจะไม่ execute idea นั้นเพราะ แกไม่แน่ใจว่าไอ้ที่เห็นด้วยนั้นเพราะไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นหรือว่ามองไม่รอบคอบในเรื่องของความเสี่ยงในมุมต่างๆ หรือเปล่า แต้ถ้ามีความเห็นที่เหมือนกันประมาณ 80% ก็จะ go กับ decision นั้นๆ เพราะถือว่า conflict อยู่บ้าง คล้ายกับที่คุณตัน OISHI ว่าไว้ว่า ถ้าคนอื่นๆบอกว่าธุรกิจนี้ดี แกว่ามันน่าจะไปไม่รอดแล้ว เพราะทุกคนจะเข้าไปในธุรกิจนั้นแบบเดียวกัน


Mr.Sigve ต่อด้วยว่าถ้าพนักงานทำดีที่สุดแล้วอย่าลงโทษในสิ่งที่ผิดพลาด แต่ให้เรียนรู้จากมัน Mr.Sigve ยกตัวอย่างว่าแกเสนอให้ทำโปรโมชั่นช่วงวันสงกรานต์แต่ผลที่ออกมาคือ DTAC ขาดทุนไป 250 ล้านบาท Mr.Sigveบอกว่านั่นเป็นสิ่งที่แกทำพลาด แกยอมรับมันแล้วเชียน mail บอกพนักงานในเรื่องที่แกทำผิดพลาด (take away blaming, mistake is bad if we not correct them. correct mistake will grow the business) สิ่งที่สำคัญคือ correct it. เคยมี forward เมล์มาให้ผมเกี่ยวกับเรื่องของนายธนาคารที่ประสบกับความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่าทำไม นายธนาคารท่านนี้จึงประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน นั่นคือคำถามแรกที่นักข่าวถาม นายธนาคารตอบ 2 words คือ "right decision" นักข่าวถามต่อ แล้วอีท่าไหนท่านถึงได้มี การตัดสินใจที่ถูกต้องหละครับ นายธนาคารตอบ 1 word "experience" ว้าวชักทึ่ง แล้วเจ้า experience หรือประสบการณ์ของท่านมันลอยมาจากไหนหล่ะครับ นายธนาคารตอบว่า 2 words อีกเช่นเคย "wrong decision" มีอึ้งครับ แต่มันเป็นเรื่องปกติที่เราสามารถตัดสินใจผิดได้ ซึ่งการตัดสินใจมันจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เรามีอยู่ ณ ขณะนั้น มันจึงมีโอกาสที่จะพลาดกันได้ แต่เราเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นหรือไม่ ฝรั่งที่ผมเคยทำงานด้วยเคยบอกผมว่า you can make a mistake but not twice for the same mistake.



กลับมาเรื่องที่ไปฟังต่อน่ะครับ มีสไลด์โชว์ขึ้นมาว่า everything starts from the TOP ถ้าต้องการให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน เหมือนกับถ้าเราต้องการให้ organization ของเราเปลี่ยนไปอย่างที่เราอยากให้เป็น ก็ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างแก่พนักงาน Mr.Sigve ยกตัวอย่างในเรื่อง ถ้าเราต้องการให้พนักงาน กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น กล้าที่จะเข้ามาพูดคุยกับเรา ก็ทำให้ตัวเองเป็นเหมือนพวกเค้าคือไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์ Mr.Sigve บอกว่าแกก็ไปใช้ ลิฟท์ของพนักงาน ไม่ได้ใช้ ลิฟท์ของผู้บริหาร ถึงขนาดที่ว่าลงทุนร้องเพลงเพลง rap ในงานของบริษัทกับคุณบุญชัย ให้พนักงานรู้สึกว่า แกเป็น CEO ที่จับต้องได้



หน้าที่ของ CEO ในมุมของ Mr.Sigve
1. recruit
2. set the goal direction
3. coach not a player



การ recruit คน Mr.Sigve จะเน้นในเรื่องของ attitude Mr.Sigve ขยายความว่าทัศนคติหรือ attitude มันสร้างยากกว่า skill ต้องให้เค้าแสดงความเป็นตัวตนของคนคนนั้นออกมาให้มากที่สุด (let people be themselve, don't put them in the box) สำหรับเรื่องของ CV ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญเท่าไรในมุมของ Mr.Sigve มันเป็นตัวบอกถึง education history เท่านั้นเอง (อันนี้ก็ไม่ถึงกับเห็นด้วยซะทีเดียว ยังงัยถ้าในเรื่องของ attitiude ของ candidate ใกล้เคียงกัน คงต้องหาอะไรมาเปรียบเทียบในการเลือก grade, contribution ในกิจกรรม ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนแตกต่างกัน ) คำถามส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่เกี่ยวกับ personality ของผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ Mr.Sigve บอกว่างาน recriut นี้เป็นหน้าที่ของแก สำหรับ พนักงานระดับบริหาร 3 layer ที่อยู่ใต้ Mr.Sigve หน่วยงานของ HR ให้ทำหน้าที่ support function ให้กับแกเท่านั้น



วิทยากรได้ยกความสัมพันธ์ของ organization performance (Y-AXIS) กับ level of conflict (X-AXIS) ซึ่งจะเป็น รูประฆังคว่ำ (จินตนาการเอาหน่อยน่ะครับ) ถ้า Level of conflict น้อย หรือมากไป จะทำให้ performance ของ Organization ต่ำ แต่ถ้ามี level of conflict ที่เหมาะสม ก็จะทำให้ performance ของ Organizaiton สูงได้ ซึ่ง Mr.Sigve เห็นด้วยโดยเสริมว่า ถ้าเรามี level of conflictที่สูงเกินไป อาจจะเกิดจาก การที่พนักงาน เจอกับ unclear target, strategic ดังนั้น ต้องมีการจัดการกับ conflict ต้อง respect people น่าจะหมายถึงเข้าใจพนักงานแต่ละคนที่เราต้อง deal ในเรื่องของ conflict เพราะพนักงานแต่ละคน มีที่มาที่ไป มีตำแหน่งที่แตกต่างกัน วิธีการ deal ก็ต้องแตกต่างกันด้วยเช่นกัน ต้องสร้างบรรยากาศในการทำงาน ให้รู้สึกว่ามี ความสุขในการทำงาน แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ใน comfort zoneแต่อยู่ใน risk environment



Mr.Sigve พูดถึงอีกเรื่องซึ่งสอดรับกับวิทยากรก็คือเรื่องของ Politic ถ้าเราปล่อยให้พนักงานอยู่ใน comfort zone นานๆ คนคนนี้ อาจจะเป็น trouble maker ได้ เพราะเค้าสามารถที่จะ manage ลูกพี่ ลูกน้องได้ อาจจะมีปัญหาเรื่องของการเมืองได้ สามารถที่จะทำให้เกิด conflict ในองค์กรได้ ต้องทำ Job rotation พนักงานไม่ควรอยู่ในตำแหน่งนั้นๆ เกิน 3 ปี แกคิดว่าต้อง challenge พนักงาน Mr.Sigve เปรียบเทียบว่าเหมือนให้พนักงานยืนบนหรือเดินบนเชือก (cliff) ซึ่งมันไม่ง่ายที่จะเดิน แต่ก็เป็นไปได้ที่จะเดิน การเดินบนเชือกไม่ใช่ comfort zone อีกตัวอย่างที่คุณซิกเวร์กล่าวถึงคือ การทำ budget ที่ DTAC จะทำแบบว่ามองไปข้างหน้า ว่าอีก 5 ปีเราต้องการที่จะเป็นอย่างไร (mission impossible) ตั้งให้ยาก ให้ท้าทาย แล้วค่อยทำ backward กลับมา ปีที่ 4,3,2,1 ไม่ได้ทำแบบ forward จาก ปีที่ 1,2,3,4,5



ผู้ดำเนินรายการถาม Mr.Sigve ว่าเห็นด้วยมั๊ยที่มีฝรั่งบอกว่าสิ่งที่ทำให้ฝรั่ง frustrate เมื่อทำงานกับคนไทยคือ "ยิ้ม" ......... อึ้งมั๊ยครับ มีคำอธิบายครับฝรั่งเค้าบอกว่าเวลาสั่งงานคนไทย ไม่ว่าคนไทยเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ยิ้ม ถาม confirm ว่าเข้าใจแน่น่ะ คนไทยก็ยิ้มเหมือนเดิม ทำให้ฝรั่งไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจจริงหรือไม่ กลับมาคิดถึงตัวเองตอนที่เราทำงานกับ ต่างชาติ เรามีพฤติกรรม ยังงัยน้อ จริงๆแล้วก็ไม่ต่างกัน คือเน้นยิ้ม แต่ถ้าไม่เข้าใจ ผมจะมีถามเพื่อ confirm การยิ้มของผม กลับมาที่ Mr.Sigve แกตอบอะไรผมไม่แน่ใจ จำไม่ได้ แต่มีผู้ฟังท่านนึงให้ข้อคิดเห็นว่า ยิ้มมันเป็น culture ของคนไทยไม่ต้องไปเปลี่ยน แต่ต้องมีการปรับเข้าหากันระหว่างคนไทย กับฝรั่ง คุณก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของเราด้วยว่าเป็นอย่างไร



ระหว่างการสัมมนามีคำถามว่า ในระหว่างการประชุมถ้าเรามีความเห็นที่แตกต่าง แต่เราไม่อยากที่จะแสดงออกเพราะเรากลัวว่าจะทำให้ที่ประชุมเสียเวลา เราควรจะทำอย่างไร Mr.Sigve ตอบว่ามี 2 ส่วน คือ



1. ในมุมของผู้ที่จะนำเสนอความคิดเห็น ให้นำเสนอตั่งแต่ในห้องประชุมเลยเพราะถ้าเมื่อเราออกไปจากห้องประชุมด้วย solution ที่ยังไม่ตกผลึกจริง เราอาจจะต้องมีการแก้ไข หรือคิดใหม่กันอีกครั้งหรือหลายครั้งแล้วแต่กรณี นั่นหมายถึงเวลาที่ต้องเสียไป (Right first time ในมุมของ quality management)
2. สำหรับ decision maker ที่รู้ว่าบางคนมี idea ที่ต้องการนำเสนอเราอาจจะ กระตุ้นให้เค้าแสดงความคิดเห็น เช่นในกรณีนี้คุณคิดว่าอย่างไรเราควรจะจัดการอย่างไร อะไรเป็น solution ที่เหมาะสม เมื่อมีคำตอบจากสวรรค์มาแล้ว (อันนี้ผมเติมเองน่ะครับ) ถ้าเป็นคำตอบหรือความเห็นที่สามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้ ก็นำไป execute ก็จะทำให้เราได้ commitment จากผู้ที่ เสนอ idear นั้นมาด้วย จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 วิธีการต้องเป็นทั้ง 2 ด้านคือต้องช่วยกันทั้ง high level และ low level



จากการไปนั่งมีส่วนร่วมอยู่ 2 ชั่วโมง สรุปว่า
-ถ้าต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เริ่มจาก top ก่อน
-ต้องสร้าง constructive conflict/competitive เพื่อให้มี progression กับองค์กร
-อย่าเชื่อกับ text book หรือ research ที่มาจากตะวันตกจนเกินไปเห็นมั๊ยว่า เค้าก็พลาดกันเป็นเหมือนกัน อันนี้เป็นความเห็นของ Mr.Sigve ซึ่งผมก็เห็นด้วย



เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังMr.Sigve พูดตัวเป็นๆ รู้แล้วว่าทำไมใครๆ ใน DTAC ถึงรักคุณซิกเวร์ แกสามารถที่จะทำให้ทุกคนเดินไปกับแก ในทิศทางที่อยากให้เป็นผมว่านี่แหละ leader ตัวพ่อเลย

เสือมืด
2009/10/13

Wednesday, October 7, 2009

การตั้งราคา (PRICING)

"ตั้งราคาไว้ที่ 20 บาท สูงสุดคือ 50 บาท ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ลูกค้าได้ดื่มกาแฟทุกวัน เพราะถ้าราคาสูงกว่านี้จะไม่สามารถดื่มได้ทุกวัน เปรียบเทียบ ได้กับกาแฟแก้วละ 50 บาท ลูกค้าจะดื่มวันเว้นวัน ซึ่งถ้าลดมาเหลือแก้วละ 30 บาท ลกค้าจะสามารถที่จะดื่มได้ทุกวัน อาทิตย์หนึ่งร้านจะได้เงิน 150 บาทเท่ากัน แต่ความต่อเนื่องและความผูกพันของลูกค้า จะต่างกัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นหลักจิตวิทยาอย่างหนึ่งในการตั้งราคาของ b bloom"


จั่วหัวไว้อย่างนี้คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงต้องพูดกันเรื่องของ pricing หรือการตั้งราคาครับ ลองไปค้นๆดูจาก lecture ที่เคยเรียนสมัยก่อนนู้น เค้าว่ามีด้วยกัน หลายแบบมากมาย

-Markup pricing (ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ = ราคาขาย)
-Target-Return pricing (ราคาขายกำหนดโดยการคำนวณผลกำไรที่ต้องการตลอดโครงการ)
-Target costing(ราคาขายถูกกำหนดโดยตลาด ต้องไปลดต้นทุน)
-Perceived-Value Pricing (ราคาขายในสายตาลูกค้า)
-Going-Rate Pricce (เทียบกับคู่แข่ง อาจเท่ากัน สูง หรือต่ำกว่าก็ได้)
-Value Pricing (ราคาถูกเมื่อเทียบกับคุณภาพ)
-High-Low Pricing (ราคาสูง แต่จัด promotion บ่อยๆ)
-Everyday low price (ราคาถูกทุกวัน)
-Psychological Pricing (ตั้งราคาโดยอาศัยจิตวิทยา ของแพงต้องดี หรือเช่นลงท้ายด้วย 9 ให้ความรู้สึกไม่แพงในสายตาผู้บริโภค )
-Leading Price (ตั้งราคาแบบผู้นำตลาด)
-One Pricing (ตั้งราคาเท่ากันหมด อย่างเช่นร้านโดโซะ ที่สินค้าทุกชิ้น ราคาเดียวกัน)


ก็หลายครั้งที่เราเคยได้ยินว่าก็จะตั้งราคาแบบนี้ ใครจะทำไม หรือหลายครั้งที่เราพบว่าขายราคาถูก แต่ขายไม่ได้ วันนั้นไปเดินตลาดนัด คนมาขายของเต็มตลาด คนมาซื้อ (หรือมาเดินก็ไม่แน่ใจ) ก็เยอะเช่นกัน มีพี่เจ้านึงเขียนราคาขายเสื้อมือสอง 10 บาท สภาพดูจากระยะไกลก็ดูเข้าท่าอยู่แต่ไม่มีใครเข้าไป เพื่อหยิบดูเลย เมื่อเทียบกับอีกเจ้าที่เอาของจากตลาดโรงเกลือมาขาย เสื้อเชิ๊ตตัวละ 129 กางเกง 299 ......... ถูกต้องครับ ราคาต่ำไปใช่ว่าจะขายได้ บางคนไม่กล้าเดินเข้าไปดูของที่ราคาต่ำเพราะกลัวว่าคนอื่นจะดูถูกเอา ทั้งๆที่ต่างๆคนต่างอยากจะให้มีคนที่เข้าไปก่อนแล้วจะได้ตามเข้าไป จะได้ไม่รู้สึกเขิน เคยมีบางบริษัทเล่าให้ฟังว่าเค้าปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วใช้ brand ใหม่แล้วตั้งราคาสูงๆ ดู เฮ้ยขายได้ว่ะ ถึงจะแพงเกิน value แต่ก็ยังขายได้ เป็นเรื่องของจิตวิทยาที่คนเชื่อว่าของดีต้องแพง หรือว่าของแพงน่าจะดีเป็นต้น แต่ไม่ใช่ว่า feature หรือ function เท่าเดิม แล้วจะขายได้ราคาสูงขึ้น น่าจะแทบไม่มีแล้ว บางสินค้าก็จะใช้วิธีเพิ่มปริมาณ พร้อมกับเพิ่มราคา ก็จะไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าโดนเอาเปรียบมากเกินไป


เห็นด้วยมั๊ยครับกับข้อบัญญัติในการลดราคา

-อย่าลดราคาเพียงเพราะคนอื่นเขาทำกัน (ไม่จำเป็นต้องทำเอามัน กะคนอื่นเค้า)
-เมื่อจะลดราคาก็ควรทำอย่างสร้างสรรค์ (ต้องมีเหตุผลในการที่จะลดราคา ผ่านกระบวนการคิดหน้าคิดหลัง และผลกระทบที่จะมีตามมา)
-ใช้การลดราคาเพื่อล้างสต็อกสินค้า หรือเเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ขึ้น (อันนี้คงไม่ต้องมีข้อสงสัย เป็นการทำเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ในระยะสั้นก่อนที่สินค้าของเราจะไม่เป็นที่ต้องการ ....)
-สร้างเงื่อนไขในการลดราคาทุกครั้ง (ตัวอย่างนี้เข้ากันมั๊ย ชิ้นที่ 2 ลด 50%)
-แน่ใจว่าลูกค้าคนสำคัญเข้าถึงการลดราคานี้ (ทำแล้วตรงกับ target group ที่ตั้งไว้ )
-หยุดลดราคาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ถ้าปล่อยไว้เนิ่นนาน จะกลายเป็นของที่ผู้ซื้อคิดว่าจะซื้อสินค้าของเราเมื่อมีการลดราคาเท่านั้น)


เห็นด้วยมั๊ยครับถ้าจะพูดว่า
-เป็นการยากที่จะชนะด้วยราคาที่ต่ำ (มีข้อยกเว้นว่าโครงสร้างของต้นทุนเอื้อให้ทำ หรือคุณมีสายป่านที่ยาว คู่แข่งลดราคา ลดราคาตามกันให้เจ๊งกันไปข้างหนึ่ง เหมือนที่เราเคยเห็นสมัยหนึ่งของวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่)
-ราคาเป็นสิ่งที่ลดได้ (ไม่ใช่ว่าตั้ง 1000 บาท ก็ต้อง 1000 บาทตลอดไป กำลังการผลิตที่สูงขึ้น loss ที่ต่ำลง การแข่งขันสูงขึ้น ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยในการตั้งราคาของสินค้า ซึ่งก็หวังว่าการลดต้นทุนของเรา
จะมากกว่าการลดของราคาขาย น่ะครับ ก็ยังมีคำว่า cut loss อีกคำมาช่วยในการตัดสินใจในการตั้งราคาครับ )


"สิ่งของมีราคา เท่าที่ลูกค้าเต็มใจจ่าย และเท่าที่คู่แข่งจะปล่อยให้ขายในราคานี้เท่านั้น"
พูบิลิอุส ไซรัส


เสือมืด
2009/10/07


Reference:
The power of simplicity: JACK TROUT, STEVE RIVKIN
การกำหนดกลยุทธ์การตลาด: วุฒิ สุขเจริญ

Monday, October 5, 2009

OEE

ย่อมาจากคำว่า Overall Equipment Effectiveness เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการทำงานของเครื่องจักร ซึ่งมีตัวแปรหลัก 3 ค่า คือ

1. อัตราการเดินเครื่อง (A : Availability)
การแสดงความพร้อมของเครื่องจักรในการทำงาน เป็นการเปรียบเทียบระหว่างเวลาเดินเครื่อง (Operating Time) กับเวลารับภาระงาน (Loading Time)หรือหมายถึงช่วงเวลาที่เครื่องจักรสามารถที่จะสร้างผลผลิตให้ในช่วงเวลาที่วางแผนให้เครื่องจักรนั้นทำงาน ถ้าเครื่องจักรหยุดทำงานนั้นหมายถึง มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าสาเหตุของการหยุดของเครื่องจักรจะเกิดจากตัวเครื่องจักรเอง วัตถุดิบ หรือจะเกิดจาก operator ที่ควบคุมเครื่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ A หรือ Availability ของเครื่องจักรมีค่าลดลง

2. ประสิทธิภาพการเดินเครื่อง (P : Performance Efficiency)
การแสดงสมรรถนะเครื่องจักรในการทำงาน เป็นการเปรียบเทียบระหว่างเวลาเดินเครื่องสุทธิ (Net Operating Time) กับเวลาเดินเครื่อง(Operating Time) หรือเราจะมองเปรียบเทียบระหว่าง Actual cycle time กับ Ideal cycle time ในอีกด้านหนึ่งคือการเทียบผลผลิตที่ได้จริงเทียบกับผลผลิตที่ควรจะได้ที่ ideal cycle time

3. อัตราคุณภาพ (Q : Quality Rate)
การแสดงความสามารถในการผลิตของดีตรงตามข้อกำหนดของเครื่องจักร ต่อจำนวนของที่ผลิตได้ทั้งหมด
ซึ่งการได้มาของข้อมูลในส่วนที่เป็น A,P สามารถที่จะใช้ อุปกรณ์ measurement บางตัวมาต่อกับเครื่องจักรเพื่อทำการเก็บค่า A,P จากเครื่องจักรโดยตรงทำให้สามารถที่จะได้ค่าที่ แม่นยำ มากกว่าการใช้ manual จดลง Production sheet แต่ก็ต้องแลกมากับการลงทุนครับ ซึ่งวันหลังจะเอาโปรเจคส์ที่เคยผ่านหูผ่านตามาเล่าให้ฟัง

เดี๋ยวเราลองดูสูตรและตัวอย่างการคำนวณ OEE ดูกันหน่อยน่ะครับ

การคำนวณ OEE (ข้อมูลจาก http://www.ierit.rmuti.ac.th/ie/html/Oee.htm)ประกอบด้วยผลคูณของ 3 Factors ดังนี้

OEE = อัตราเดินเครื่อง x ประสิทธิภาพเดินเครื่อง x อัตราคุณภาพ= (Availability)x(Performance Efficiency)x(Quality Rate)

ซึ่งเมื่อนำปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิต อันได้แก่ พนักงาน, เครื่องจักร และชิ้นงานที่ผลิต มาวิเคราะห์แล้ว จะทำให้ทราบได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการผลิตของเราบ้าง ซึ่ง OEE จะเป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นสภาพโดยรวมในระบบการผลิตนั่นเอง

ตัวอย่างการคำนวณและวิเคราะห์ OEE อย่างง่ายนายแดงเป็นพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ผลิตงาน A จำนวน 100 ชิ้น ที่เครื่องจักร M1 ที่ต้องเดินเครื่อง 400 นาที/วัน แต่นายแดงผลิตงานได้จริงเพียง 80 ชิ้น ในจำนวนนี้มีงานเสีย 10 ชิ้น โดยที่เครื่องจักรไม่มีการหยุดระหว่างการทำงานเลย
เนื่องจากไม่มีการหยุดการทำงานเลยดังนั้น
อัตราการเดินเครื่อง(Availability) = 100% ประสิทธิภาพการเดินเครื่อง
(Performance Efficiency) = งานที่ได้/จำนวนชิ้นงานเมื่อทำงานเต็มประสิทธิภาพ = (80/100)*100% = 80%
อัตราคุณภาพ(Quality Rate) = จำนวนชิ้นงานดี/จำนวนชิ้นงานทั้งหมด = ((80-10)/80)*100% = 87.5%
ดังนั้น OEE = 100%*80%*87.5%= 70%

OEE ที่เครื่องจักร M1 ซึ่งมีนายแดงเป็นผู้รับผิดชอบ มีค่าเท่ากับ 70%

การคำนวณ OEE ไม่ยากความยากไปอยู่ที่การเก็บข้อมูลต่างหาก ถ้าหากบริษัทมีการใช้โปรแกรมที่รองรับในเรื่องของ production ก็จะมีการเก็บข้อมูลที่สามารถนำมาออกรายงาน OEE ได้ครับ

การปรับปรุงค่า OEE ทำอย่างไร

OEE เป็นค่าเปอร์เซ็นต์ที่มาจากการคูณกันระหว่าง Availability, Performance Efficiency และ Quality Rate ดังนั้นการปรับปรุงค่า OEE ก็คือการปรับปรุงค่าทั้งสามเหลานี้ตัวใดตัวหนึ่ง หรือสองตัว หรือทั้งสามตัว ขึ้นอยู่กับความจำเป็นเร่งด่วนหรือขึ้นอยู่กับนโยบายในขณะนั้น แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นหรือนโยบายอะไรเป็นพิเศษ โดยปกติเราจะปรับปรุงค่าที่ต่ำที่สุดก่อน (หรือเราอาจจะใช้ในเรื่องของ pareto เข้ามาจับข้อมูลก่อนเพื่อเรียงลำดับความสำคัญ)การที่เราปรับปรุงตัวที่มีค่าต่ำที่สุดไม่ว่าจะเป็น A, P หรือ Q จะส่งผลกับค่า ของ OEE มากกว่าการที่ไปเพิ่มตัวที่สูงอยู่แล้ว ความรู้พื้นฐานอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ในการปรับปรุงค่า OEE คือต้องรู้ว่าค่า Availability จะต่ำหรือสูงขึ้นอยู่กับว่า Shutdown losses มีมากหรือน้อย ค่า Performance Efficiency จะต่ำหรือสูงขึ้นอยู่กับว่า Capacity losses มีมากหรือน้อย และ ค่า Quality Rate จะต่ำหรือสูง ขึ้นอยู่กับว่า Yield losses มีมากหรือน้อยและเมื่อเรามีความรู้พื้นฐานดังกล่าว จะทำให้เราทราบว่าหากต้องการปรับปรุงค่า Availability เราต้องพยายามลด Shutdown losses เช่น Machine Breakdown, Process Setup, และ เหตุการณ์ต่างๆใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เครื่องจักรต้องหยุดเดิน หากเราต้องการปรับปรุงค่า Performance Efficiency เราต้องพยายามลด Capacity losses เช่น Machine Idle, Process Startup และ เหตุการณ์ต่างๆใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เครื่องจักรเสียความเร็วหรือเสียยอดการผลิต และหากต้องการปรับปรุงค่า Quality Rate เราต้องพยายามลด Yield losses เช่น Defect, Rework และเหตุการณ์ต่างๆใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วทำให้อัตราการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบต่ำลง

การที่เราผลิตของเสีย หรือการที่ไม่สามารถที่จะใช้ประสิทธิภาพของเครื่องจักรได้ 100% นั่นหมายถึงเกิดความสูญเปล่า(waste)ขึ้นมา ซึ่งทำให้ต้นทุนกับสินค้าสูงขึ้น ซึ่งพอพูดถึง waste ก้ทำให้นึกถึง LEAN ในโอกาสถัดไปน่าจะมีเรื่องของ LEAN มาเล่าสู่กันฟัง น่าจะพอเห็นภาพ OEE กันพอสมควรน่ะครับ ข้อมูลอื่นๆของ OEE สามารถที่จะหาได้จาก


http://www.tpmconsulting.org/main_oee.htm
http://www.ierit.rmuti.ac.th/ie/html/Oee.htm
http://www.vorne.com/
http://www.articlesbase.com/leadership-articles/oee-lean-manufacturing-metric-219215.html#
http://leanmanufacturingcoaching.com/index.php?option=com_content&task=view&id=24&Itemid=52
http://www.google.com/ (หากินง่ายอีกแล้ว)

เสือมืด
2009/10/05

Thursday, May 10, 2007

การเชื่อมโยงตารางของ MS ACCESS กับ ODBC

1. เปิดโปรแกรม MS Access
2. เปิดไฟล์ Access ขึ้นมา ไฟล์หนึ่ง เช่น db1.mdb
3. คลิกขวาที่พื้นที่ว่างด้านล่าง Create Report by using Wizard เลือก link table
4. ตรง file type เลือก ODBC
5. เลือก tab Machine Data Source
6. ใส่ รหัส คลิก option เปลี่ยนเป็น Database ที่ต้องการ

Tuesday, April 10, 2007

How difficult is it to upgrade ERP software?

Jena The Third presents another break-through in ERP - an easily upgradeable application! While many traditional ERP companies sold the promise of free upgrades, in reality hardly any businesses were able to take advantage of them because they had spent large sums of money customizing the software for their industry and thus had voided their support contract. But easy upgrades aren't just a sales pitch with Jena The Third ERP. Jena The Third was built to make customizations and extensions simple without impacting the migration process. No longer does an ERP system need to remain static, as if frozen in time. Now you really can keep up with all the latest product features without sacrificing your custom extensions.